วันศุกร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2551

โครงสร้างของสหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับระบบการปกครองและระบบกฎหมาย
ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้รับระบบกฎหมายแบบจารีตประเพณี(Common law) ตามระบบกฎหมายอังกฤษ แต่การพัฒนาของประเทศสหรัฐอเมริกาแตกต่างจากแนวคิดของอังกฤษเป็นอย่างมาก อย่างหนึ่งที่สหรัฐฯ ยอมรับนับถือ คือ Separation of Powers Doctrine

ระบบนี้ มีมรดกความคิดจากยุโรป ที่ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลการ จึงจำกัดบทบาทของตนเองอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในเรื่องการบังคับใช้และการตีความกฎหมายอาญา แต่ก็ยังให้อิสระแก่ศาลในการตีความและสร้างหลักกฎหมายที่เกี่ยวกับแนวคิดทางกฎหมายแพ่งโดยแท้ เช่น สัญญา (Contract) และละเมิด (Torts)

ระบบกฎหมายอาญาของประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ละรัฐจะมีอิสระในการบัญญัติกฎหมายอาญาของตนเอง โดยรัฐบาลกลาง (Federal Government) จะไม่แทรกแซงในเรื่องของการกำหนดว่าการกระทำใดจะเป็นความผิดอาญาหรือไม่ อย่างไร และมีหลักเกณฑ์ในการกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับวิธีพิจารณาความอย่างไร ซึ่งมีที่มาจากเหตุผลพื้นฐานทางประวัติศาสตร์ในการรวมตัวเป็นสหรัฐอเมริกาในอดีตที่ไม่ต้องการให้รัฐบาลกลาง มีอำนาจมากเกินไปจนถึงขนาดที่จะเข้ามาควบคุมรัฐบาลของมลรัฐได้ ในอดีตนั้น จึงยอมรับกันว่ารัฐบาลแห่งมลรัฐเท่านั้นที่ควรจะทำหน้าที่ปกป้องสิทธิและเสรีภาพของประชาชน โดยมีหลักฐานที่เด่นชัด คือ บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญของประเทศสหรัฐที่เขียนแบ่งแยกอำนาจอย่างชัดเจนทั้งในแนวราบ และแนวดิ่ง โดยในแนวราบที่ว่า ก็คือ การแบ่งแยกอำนาจตามหลักการ Separation of Powers ระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ ส่วนในแนวดิ่ง ก็จะแบ่งแยกอำนาจระหว่างรัฐบาลมลรัฐ และรัฐบาลกลาง อย่างชัดเจนเช่นกัน

รัฐบาลกลางจะมีอำนาจในการออกกฎหมายที่มุ่งควบคุมกิจกรรมของรัฐบาลในระดับมลรัฐได้ในเฉพาะสิ่งที่กำหนดไว้ ซึ่งเรียกว่า Enumerated Powers ซึ่งกำหนดไว้คร่าว ๆ ว่า อำนาจใดที่ไม่ได้กำหนดให้เป็นอำนาจของรัฐบาลกลางสหรัฐ ย่อมเป็นอำนาจของมลรัฐทั้งสิ้น โดยอำนาจที่ถือว่าเป็นอำนาจของรัฐบาลกลางเช่น เช่น อำนาจเกี่ยวกับการจัดทำถนนหนทาง อำนาจทางการฑูต และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อำนาจเกี่ยวกับการไปรษณีย์ อำนาจทางทหาร และอำนาจเกี่ยวกับการควบคุมการค้าระหว่างมลรัฐ หรือ Interstate Commerce ซึ่งอำนาจข้างต้น ล้วนแต่เป็นอำนาจที่สำคัญมาก โดยรัฐสภาได้ออกกฎหมายอาญาต่าง ๆ โดยอาศัยอำนาจข้างต้น เช่น การฉ้อโกงผู้อื่นโดยอาศัยวิธีการทางจดหมาย (Mail Fraud) หรือ การกระทำผิดที่เกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ( White Collar Crime) เช่น Computer Fraud, Money Laundering, Wire Fraud, RICO ก็อาศัยหลักการพื้นฐานที่ว่า การกระทำผิดข้างต้น จะก่อให้เกิดผลกระทำต่อการค้าระหว่างมลรัฐ (Interstate Commerce) รัฐสภาสหรัฐ ก็จะอาศัยหลักการพื้นฐานที่ว่า การกระทำผิดข้างต้น จะก่อให้เกิดผลกระทำต่อการค้าระหว่างมลรัฐ (Interstate Commerce) ในการออกกฎหมายในระดับ Federal เพื่อบังคับใช้ในระดับมลรัฐด้วย การดำเนินคดีอาญาในสหรัฐ จึงเป็น Dual System คือ ระบบบคู่ขนานระหว่างมลรัฐและรัฐบาลไปพร้อม ๆ กัน และไม่มีปัญหาในเรื่อง Double Jeopardy หรือ การดำเนินคดีอาญาซ้ำ เพราะเป็นการดำเนินคดีต่างระดับกัน สำหรับอำนาจอื่น ๆ ที่ไม่ได้ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ เช่น อำนาจที่เกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมาย (Law Enforcement) และการจัดตั้งหน่วยงานในการบังคับใช้กฎหมายทั้งหลาย ตั้งแต่องค์กรตำรวจ และ Sheriff รวมถึงองค์กรอัยการนั้น จึงเป็นเรื่องที่มลรัฐมีอำนาจดำเนินการทั้งสิ้น โดยรัฐบาลกลางจึงได้จัดตั้งหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เช่น F.B.I หน่วยงานทางสรรพากร (IRS) อัยการ และศาลในระดับรัฐบาลกลาง ขึ้นเพื่อดำเนินการบังคับใช้กฎหมายนั้น ๆ

ในสหรัฐฯ จึงมีปัญหาที่โต้แย้งกันเสมอว่า รัฐบาลกลางควรเข้ามาแทรกแซงรัฐบาลมลรัฐมากน้อยเพียงใด และมีคดีทางรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ เป็นอย่างมาก ในปัจจุบัน ข้อสรุปที่เกิดขึ้นจากแนวคำพิพากษาของ The U.S. Supreme Court จึงได้วางหลักว่า กิจการใด ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการแทรกแซงสิทธิขั้นพื้นฐาน (Fundamental Rights) ของประชาชนแล้ว รัฐบาลกลางย่อมสามารถดำเนินการได้ทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รัฐบาลกลางสหรัฐสามารถดำเนินการควบคุมเกี่ยวกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ทั้งหมด

BY น.ส.ศิวะพร จันทร์ตรี ID 5131601599

ทนอยู่ร่วมไม่ได้! เตช ลาออก หมัก ยื้อไม่อนุมัติ


หลังจากนายเตช บุนนาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งโดยมีภารกิจหลักเพื่อแก้ไขปัญหาข้อพิพาทกับกัมพูชา อันเกี่ยวเนื่องกับกรณีประสาทพระวิหาร ได้เพียง 1 เดือนกับอีก 7 วัน ยื่นใบลาออกจากตำแหน่ง เมื่อวันที่ 3 กันยายน ที่ผ่านมา โดยให้เหตุผลว่าต้องการมีเวลาไปดูแลภริยาที่กำลังป่วย ท่ามกลางกระแสข่าวเหตุผลที่แท้จริงว่า เนื่องจากอึดอัดสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรงที่เกิดขึ้นในขณะนี้นั้น ซึ่งก่อนหน้านี้นายปกศักดิ์ นิลอุบล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ลาออกจากตำแหน่งไปแล้ว โดยอ้างเหตุผลไม่สามารถร่วมทำงานกับรัฐบาลปัจจุบันได้นั้น

ล่าสุดวันนี้ (4 กันยายน) นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวกรณีที่นายเตช บุญนาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งว่า ตนได้พูดกับนายเตชขอร้องให้เข้าช่วยงานกรณีเขาพระวิหาร แต่นายเตชเขียนจดหมายแจ้งผมว่า ตัวเองถูกบีบบังคับจากการหลายทาง โดยเฉพาะจากภรรยาทนไม่ได้กับสามีมาอยู่กับรัฐบาลที่คนดูหมิ่น ซึ่งก็เห็นใจท่าน เพราะนายเตชเป็นข้าราชการมาตลอดชีวิต

"อยากถามว่าสังคมมันเป็นยังไง นายเตชเป็นคนมีความรู้ แต่ไม่ได้เป็นนักการเมือง แต่ได้เข้ามาช่วยงาน ผมก็ขอขอบคุณ แล้วผมจะหาคนอื่นทาทำงานแทน ท่านลาออกเพราะถูกบีบคั้น ผมบอกว่าแล้วว่า ความกลัวทำให้เสื่อม ผมบอกว่าผมไม่กลัว ไม่เห็นจะเป็นเรื่องใหญ่ ผมขอขอบพระคุณที่มาช่วยงานได้เยอะ อยากถามว่าใครไปบีบคั้นในท่านลาออก ให้ลองไปคิดดู ท่านทนทานไม่ได้มากเหมือนนักการเมือง ผมไม่โทษท่าน ไมตรีของเรา 2 คน ยังมีเหมือนเดิม" นายสมัคร กล่าว

ทางด้าน ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จากพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ทราบว่านายเตชได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งแล้ว แต่ยังไม่ทราบเหตุผล ถ้าให้คาดเดาก็คิดว่านายเตชคงหนักใจในการที่จะต้องตอบคำถามเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้น เพราะมีคิวยาวที่จะต้องให้สัมภาษณ์สื่อต่างชาติเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศ

"ดูไม่ดีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในรัฐบาลต้องลาออก และยิ่งเป็นบุคคลที่นายกรัฐมนตรีขอตัวมาจากในวัง ก็ยิ่งดูไม่ดีแน่ๆ แต่จะสะเทือนกับรัฐบาลแค่ไหนผมไม่ทราบ และเมื่อคุณเตชลาออกแล้ว นายกรัฐมนตรีก็ต้องรีบหารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนใหม่โดยเร็ว เพราะว่าตอนนี้จะมีคำถามจากสื่อต่างชาติมากว่า มีอะไรเกิดขึ้นในประเทศไทย" ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าว

ทั้งนี้ แกนนำพรรคพลังประชาชนต่างเชื่อว่า คงมีการมอบหมายให้ นายสหัส บัณฑิตกุล รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงการต่างประเทศ ทำหน้าที่รักษาการแทนไปก่อน ขณะเดียวกันเมื่อผู้สื่อข่าวพยายามโทรศัพท์สอบถามเรื่องนี้จากนายเตช แต่ปรากฏว่าโทรศัพท์มือถือของนายเตชปิดเครื่อง

สำหรับนายเตชเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม ที่ผ่านมา หลังจากนายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่งสืบเนื่องจากกรณีเขาพระวิหาร โดยนายเตชใช้เวลาเดือนเศษในตำแหน่งทำหน้าที่สำคัญ ที่ถือเป็นภาระเร่งด่วนก็คือ การเจรจาเพื่อหาทางยุติความขัดแย้งทางทหารบริเวณปราสาทพระวิหารกับกัมพูขาจนประสบความสำเร็จ ลดความตึงเครียดและนำไปสู่การทำความตกลงปรับกองกำลังประจำการในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อเปิดทางให้มีการปักปันเขตแดนกันต่อไปได้ในที่สุด

By นาสวา กนกวรรณ ธาตุอินจันทร์ ID 4831205222

ฝนตก พายลูกเห็บถล่ม! เวทีพันธมิตรกระจาย


วันนี้ (5 กันยายน) เกิดพายุพัดกระหน่ำกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะบริเวณทำเนียบรัฐบาล ตั้งอยู่ ณ เลขที่ 1 ถนนพิษณุโลก เขตดุสิต พายุตกอย่างหนัก แถมมีพายลูกเห็บถล่มซัดเวทีและเต็นท์พันธมิตรฯ กระจาย ทำให้ผู้ชุมนุมต้องวิ่งหลบฝนจ้าละหวั่น

และจากเหตุพายุลูกเห็บ แถมฝนตกลงมาอย่างหนักนั้น ทำให้ทางแกนนำได้ประกาศยุติการปราศรัยบนเวทีชั่วคราว โดยรอให้สถานการณ์ตรงนี้ผ่านไปก่อน อย่างไรก็ตามยังพบเห็นเต็นท์ที่พักอาศัยของกลุ่มผู้ชุมนุมถูกทำลายจากพายุลูกเห็บครั้งนี้จำนวนไม่น้อย

By นาสาว กนกวรรณ ธาตุอินจันทร์ ID 4831205222

วันพุธที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2551

ระบอบการเมืองการปกครอง

การปกครองของประเทศทั้งหลายในโลกแบ่งออกได้ 2 ระบอบใหญ่ ๆ คือ
1.1 ระบอบเผด็จการ หมายถึง การปกครองที่เน้นอำนาจรัฐเหนือเสรีภาพของ บุคคล ผู้ปกครองอาจ
เป็นคนเดียวหรือหลายคนเข้ายึดอำนาจหรือผูกขาดการใช้อำนาจรัฐยาวนาน ประชาชนต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตาม
คำสั่งผู้ขัดขวางจะได้รับการลงโทษที่รุนแรง
1.2 ระบอบประชาธิปไตย หมายถึง อำนาจเป็นของประชาชน หรือประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจ
หลักการขั้นมูลฐานคือ การยอมรับ นับถือความสำคัญและศักด์ิศรีของความเป็นมนุษย์ของบุคคล ความเสมอภาค
และเสรีภาพในการดำเนินชีวิต
ระบอบประชาธิปไตย มีรูปแบบการปกครอง 2 รูปแบบคือ
1) ประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ทรงเป็นกลางทางการเมือง แต่จะ
ทรงใช้อำนาจ อธิปไตย ซึ่งเป็นของปวงชน ได้แก่ ทรงใช้อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ
ผ่านทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาลโดยลำดับ ได้แก่ ประเทศอังกฤษ ไทย ญี่ปุ่น เป็นต้น
2) ประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ ที่มีประธานาธิบดีเป็นประมุขมี 2 แบบ คือ ผู้ที่เป็น
ประธานาธิบดีได้รับเลือกจากประชาชน ทำหน้าที่เป็นประมุขของรัฐ แต่ไม่ได้เป็น ประมุขฝ่ายบริหาร ตัวอย่างเช่น
ประธานาธิบดีของสิงคโปร์ อินเดีย เป็นต้น และอีกแบบคือ ประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้งเป็นประมุขของรัฐ
และเป็นประมุขฝ่ายบริหารด้วย เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ฟิลิปปินส์ เป็นต้น
การปกครองแบบประชาธิปไตย แบ่งออกเป็น 3 ระบบ คือ
(1) ระบบรัฐสภา เป็นการปกครองที่ประกอบด้วยสามสถาบัน คือ สถาบันนิติบัญญัติ
บริหารและตุลาการ สถาบันนิติบัญญัติประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้งและวุฒิสภาทั้งสอง
ทำหน้าที่ ร่วมกันในรัฐสภามีอำนาจในการออกกฎหมาย ให้ความเห็นชอบในการจัดตั้งรัฐบาล ควบคุมการทำงาน
ของรัฐบาล ฝ่ายบริหารประกอบด้วยรัฐบาล ส่วนศาลหรือฝ่ายตุลาการจะทำหน้าที่โดยอิสระ ประเทศที่เป็น
แม่แบบของการปกครองแบบรัฐสภา คือ อังกฤษ
(2) ระบบกึ่งประธานาธิบดีกึ่งรัฐสภา เป็นการปกครองที่ประกอบด้วย 3 สถาบันหลักคือ
สถาบันนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ เป็นระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยที่ประกอบด้วย
ประธานาธิบดีเป็นประมุขของรัฐ และประมุขฝ่ายบริหาร บริหารประเทศร่วมกับนายกรัฐมนตรี รัฐสภามีอำนาจ
หน้าที่ในการออกกฎหมาย ควบคุมการทำงานของฝ่ายบริหาร นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีต้องบริหารงาน
โดยรับผิดชอบต่อสภา ประธานาธิบดีจะเป็นผู้กำหนดนโยบาย ต่างประเทศโดยทั่วไป และมีอำนาจยุบสภาได้
นอกจากนี้ประธานาธิบดียังทำหน้าที่อนุญาโตตุลาการระหว่างรัฐสภากับคณะรัฐมนตรีด้วย ได้แก่ ฝรั่งเศส
ออสเตรีย ไอร์แลนด์
(3) ระบบประธานาธิบดี เป็นการปกครองที่ประกอบด้วย 3 สถาบันหลักคือ สถาบันนิติบัญญัติ
บริหารและตุลาการ แต่ละสถาบันจะมีอำนาจในขอบเขตของตนเอง ตามที่บัญญัติไว้ใน รัฐธรรมนูญ สถาบัน
ผู้ที่ใช้อำนาจทั้ง 3 ฝ่ายจะเป็นตัวที่คอยถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกัน เช่น รัฐสภาเป็นฝ่ายออกกฎหมาย
มาบังคับใช้ ประธานาธิบดีมีอำนาจในการแต่งตั้ง ผู้พิพากษาศาลสูงสุด แต่ศาลมีสิทธิจะเชิญประธานาธิบดีมา
ให้การเรื่องเกี่ยวกับการบริหารได้ ประธานาธิบดี ไม่มีสิทธิยุบสภา รัฐสภาไม่มีสิทธิลงมติไม่ไว้วางใจ ประธานาธิบดี
ตัวอย่างแม่แบบของการ ปกครองแบบประธานาธิบดีที่กล่าวนี้คือ สหรัฐอเมริกา

By นางสาว กนกวรรณ ธาตุอินจันทร์ ID 4831205222

วันอังคารที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2551

"เลี้ยบ" สนับสนุนตั้ง คกก.รัฐสภา แก้วิกฤตการเมือง


นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงข้อเสนอภายหลังการเปิดประชุม 2 สภาร่วม เพื่อหาทางออกให้กับรัฐบาล โดยการจัดตั้งคณะกรรมการรัฐสภา และเชิญทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องร่วมแสดงความคิดเห็น ว่าเป็นสิ่งที่ดีในการแลกเปลี่ยนข้อมูลในช่วงระยะเปลี่ยนผ่าน โดยรัฐบาลยังยืนหยัดในหลักการ เพราะหากอ่อนไหวต่อข้อมูลที่เกิดขึ้นในระยะสั้น คงเดินหน้าต่อไม่ได้ ขณะที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ยังต้องการยึดมั่นต่อหลักการ แม้ฝ่ายค้านจะเสนอให้มีการยุบสภา ก็ยังมีทั้งผู้ที่แสดงความเห็นด้วย เพราะจะเป็นทางออกให้เริ่มต้นใหม่ แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีผู้ที่ไม่เห็นด้วย เพราะไม่มีใครแน่ใจว่า เมื่อยุบสภาแล้ว กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะเลิกชุมนุม เพราะยังมีการอ้างข้อเสนอโครงสร้างการเมืองใหม่ ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ไม่อยู่ในระบอบประชาธิปไตย ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องการยึดหลักการร่างกฎหมายที่ทุกคนต้องปฎิบัติตาม
ส่วนกรณีที่สมาชิคพรรคพลังประชาชนบางส่วน จะไปร่วมกับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการหรือ นปก.นั้น นายแพทย์สุรพงษ์ มองว่า เป็นสิทธิที่สามารถกระทำได้ แต่ทุกอย่างต้องมีการแสดงออกโดยสันติวิธี ตามระบอบประชาธิปไตย และต้องไม่กระทบต่อบ้านเมืองและสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนื้ อย่างไรก็ตามเห็นว่าสหากกลุ่ม นปก.จะเคลื่อนมาชุมนุมเพื่อปะทะกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อาจทำให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศ ทั้งนี้รัฐบาลจะควบคุมสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น

Bureaucracy ระบบราชการ


ทฤษฎีการจัดองค์การขนาดใหญ่ (Bureaucracy)
ในระหว่าง ค.ศ.1864 -1920 แมกซ์ เวเบอร์ (Max Weber) เป็นผู้วางรากฐานทฤษฎีองค์การที่สำคัญ โดยเฉพาะแนวความคิดในการพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานขององค์การขนาดใหญ่ (Bureaucracy) ถือว่าเป็นรูปแบบขององค์การในอุดมคติ (The Ideal form of Organization) ทฤษฎีนี้มีชื่อเสียงมากที่สุดในช่วงทศวรรษ 1800s ส่วนพัฒนาการที่สำคัญของทฤษฎีเกิดขึ้นจากปัญหาขององค์การ ที่ฝ่ายบริหารมักจะชื่นชอบการนำ “ระบบพรรคพวก หรือระบบอุปถัมภ์ (Favoritism)” เข้าไปใช้ในการบริหารงานขององค์การที่ยาวนาน และปัญหาการบริหารงาน “ระบบอัตวิสัย (Subjectivity) ที่เข้าไปครอบงำความเป็นวัตถุนิสัย (Objectivity) ขององค์การ การเติบโตของระบบดังกล่าวต่อเนื่องกันมาถึง “สมัยการปฏิวัติอุตสาหกรรม (Industrial Revolution)” และปรากฏชัดเจนว่า การใช้ระบบอุปถัมภ์ในการบริหารงาน นำไปสู่ความไร้ประสิทธิภาพในการทำงาน (Inefficiency) เวเบอร์ จึงนำเสนอแนวความคิดในการพัฒนาประสิทธิภาพในการทำงาน เรียกว่า “ทฤษฎีการจัดการองค์การขนาดใหญ่ (Bureaucracy)” เป็นทฤษฎีองค์การที่มีความเป็นเหตุเป็นผล (rational) และเป็นทางเลือกที่นำไปสู่การพัฒนาประสิทธิภาพในการทำงาน (Efficiency)

ส่วนประกอบทางความคิดของระบบราชการของเวเบอร์

1.แนวคิดเกี่ยวกับองค์กรประกอบด้วย
1.1 ผู้นำหรือกลุ่มผู้นำ
1.2 เจ้าหน้าที่บริหาร เพื่อทำงานตามหน้าที่
1.3 สมาชิกขององค์กรอื่นๆที่เหลือ
2. แนวคิดเกี่ยวกับอำนาจ
อำนาจหน้าที่ ( Authority ) ต้องแยกออกจากอำนาจ ( Power ) เพราะอำนาจหน้าที่เป็นอำนาจหน้าที่เป็นอำนาจความชอบธรรมในการสั่งการที่ไม่ขึ้นกับตัวบุคคล
เวเบอร์แบ่งอำนาจเป็น 3 ประเภท คือ
1. อำนาจบารมี ( Charismatic Authority) มาจากลักษณะส่วนตัวของบุคคลที่เหนือกว่าคนอื่น
2. อำนาจประเพณี ( Traditional Authority ) เป็นการสืบทอดอำนาจกันมา
3. อำนาจตามกฎหมาย ( Legal Authority ) เป็นอำนาจที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นหน้าที่ผู้บังคับบัญชา
และผู้ใต้บังคบบัญชา
3. แนวคิดเกี่ยวกับรูปแบบในอุดมคติ
ตามทรรศนะของเวเบอร์เห็นว่าใช้เหตุผลตามกฎหมายเป็นเหตุผลที่ดีที่สุด


แนวคิดและหลักการของ “ระบบราชการ”

มีการแบ่งงานกันทำตามแนวราบ ( Horizontal Delegation) ทำให้กระบวนการทำงานในองค์การทั้งระบบมีผู้รับผิดชอบ และมีการแบ่งงานกันทำเพื่อให้เกิดความชำนาญเฉพาะอย่าง

องค์การนั้นๆต้องมีสายบังคับบัญชาตามลำดับชั้น ( Authority Hierarchy ) : โดยสำนักงานและตำแหน่งงานที่อยู่ใต้หน่วยงาน หรือ ตำแหน่งงานนั้นอยู่ใต้การดูแลในระดับสูงขึ้นไป

ระบบคัดเลือกคนงาน ( Formal Selection ) : ผู้ที่เข้าร่วมในหน่วยงานจะถูกคัดเลือกตามความสามารถและคุณสมบัติ ที่มีระบบการคัดเลือกและการสอบคัดเลือกอย่างเป็นทางการ

มีการยึดหลักกฎหมายและบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ( Evidence and Reference )

องค์การต้องมีระเบียบ และกฎเกณฑ์ ( Formal Rules and Regulations ) : ทั้งนี้เพื่อให้สามารถประกันความเป็นเอกภาพในการดำเนินการ และกำกับการทำงานของพนักงาน

ความไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ( Impersonality ) : ไม่มีการถือเอาสายสัมพันธ์ในครอบครัวเป็นใหญ่ ไม่มีการให้สิทธิพิเศษแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง ถ้าจะทำอะไรต้องเป็นไปตามเกณฑ์

การแยกระบบการทำงานออกเป็นสายอาชีพ ( Career Orientation ) : คนทำงานจะเข้าสู่ตำแหน่งตามความสามารถของแต่ละคน มีเลื่อนขั้น และการเติบโตในหน่วยงานได้ตามลำดับ

ข้อดีของ “ระบบราชการ”

-ลำดับขั้นการบังคับบัญชาเป็นเครื่องมือควบคุมสมาชิกและความสัมพันธ์ที่มี
ต่อกัน
-ไม่สับสนในบทบาท เพราะแต่ละคนรู้ว่าจะทำอะไรและสามารถตรวจสอบได้
-การมีกฎระเบียบทำให้รู้บทบาท ช่วยลดต้นทุนในการกำกับดูแล
-การทำงานขององค์การมีความแน่นอน มีลักษณะเป็นหลักฐานอ้างอิงได้
-มีการแบ่งแยกงานถือหลักความชำนาญเฉพาะด้าน
-กระบวนการทำงานในองค์การทั้งระบบมีผู้รับผิดชอบ
-ไม่มีการให้สิทธิพิเศษแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง ทุกคนต้องทำตามกฎเกณฑ์ที่
วางไว้

ข้อเสียของ “ระบบราชการ”

-มีองค์การปฏิบัติงานกระจายอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นเครือข่ายที่กว้างขวางซับซ้อน จนไม่อาจจัดระบบควบคุมตรวจสอบดุลพินิจใน การใช้อำนาจของข้าราชการทุกคนเป็นการเฉพาะรายได้
-ระเบียบข้อบังคับจำนวนมากนี้ได้สร้างความเคยชินกับ ข้าราชการว่าต้องเน้นความถูกต้องตามระเบียบมากกว่าประสิทธิภาพในการ ปฏิบัติงาน
-มีมาตรฐานการจ้างงานเพียงมาตรฐานเดียว ซึ่งทำให้ไม่สามารถจ่ายค่าตอบแทนได้อย่างเหมาะสม และสอดคล้องกับราคา
-เป็นระบบที่ยากที่จะทำลายได้ การไม่กล้าเปลี่ยนแปลงนี้สืบเนื่องมาจากคนไม่กล้าทำลายกฎระเบียบที่มีอยู่ เพราะอาจทำให้องค์กรแตกสลาย หรือนำไปสู่การเล่นพรรคเล่นพวก
-มีแนวโน้มที่จะผูกขาดข้อมูลข่าวสาร ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงและทำตัวเป็นเผด็จการ


By นางสาว กนกวรรณ ธาตุอินจันทร์ ID 4831205222

วันจันทร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2551

การปกครอง

1.หลักการรวมอำนาจการปกครอง
การรวมอำนาจการปกครอง คือ การจัดระเบียบการปกครองโดยรวมอำนาจการปกครองและการบังคับบัญชาเข้าไว้ในส่วนกลาง ได้แก่ กระทรวง ทบวง กรม โดยมีเจ้าหน้าที่ในสังกัดการปกครองของส่วนกลางปฎิบัติงาน มีการบังคับบัญชากันตามสายงานลดหลั่นกันไปตามลำดับ ลักษณะการรวมอำนาจการปกครอง คือ จะมีการรวมอำนาจวินิจฉัยสั่งการไว้ที่ส่วนกลางโดยมอบอำนาจการสั่งการวินิจฉัยให้แก่เจ้าหน้าที่ชั้นสูงของส่วนกลางได้แก่ รัฐมนตรีเจ้าสังกัดของกระทรวงแต่ละกระทรวง และมีเจ้าหน้าที่ของส่วนกลางไปประจำอยู่ในส่วนภูมิภาคต่าง ๆ เจ้าหน้าที่ของส่วนกลางที่ประจำอยู่ในภูมิภาคต่างๆ อาจจะ
ได้รับมอบอำนาจในการวินิจฉัยสั่งการได้เป็นบางเรื่อง แต่อำนาจวินิจฉัยชี้ขาดที่สำคัญยังเป็นของส่วนกลาง ในการบริหาร
บุคคลนั้น ส่วนกลางจะเป็นผุ้มีอำนาจบรรจุ แต่งตั้ง และถอดถอนข้าราชการภายใต้บทบัญญัติของกฎหมาย


2. หลักการกระจายอำนาจการปกครอง
หลักการกระจายอำนาจการปกครองแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ การแบ่งอำนาจการปกครองและการมอบอำนาจการปกครอง
2.1 การแบ่งอำนาจการปกครอง คือ การที่รัฐบาลมอบหน้าที่ให้ราชการส่วนภูมิภาคมีอำนาจหน้าที่และความ
รับผิดชอบตามที่มอบหมายให้ภายในเขตพื้นที่ที่กำหนด และมีอำนาจในการตัดสินใจในการแก้ปัญหาหรือดำเนินการภายใต้ภายในขอบเขตที่รัฐบาลมอบให้ ได้แก่ การบริหารราชการส่วนภูมิภาค ซึ่งแบ่งออกเป็น จังหวัด อำเภอ
ตำบล

By นางสาว กนกวรรณ ธาตุอินจันทร์ ID 4831205222