วันจันทร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2551
การปกครอง
การรวมอำนาจการปกครอง คือ การจัดระเบียบการปกครองโดยรวมอำนาจการปกครองและการบังคับบัญชาเข้าไว้ในส่วนกลาง ได้แก่ กระทรวง ทบวง กรม โดยมีเจ้าหน้าที่ในสังกัดการปกครองของส่วนกลางปฎิบัติงาน มีการบังคับบัญชากันตามสายงานลดหลั่นกันไปตามลำดับ ลักษณะการรวมอำนาจการปกครอง คือ จะมีการรวมอำนาจวินิจฉัยสั่งการไว้ที่ส่วนกลางโดยมอบอำนาจการสั่งการวินิจฉัยให้แก่เจ้าหน้าที่ชั้นสูงของส่วนกลางได้แก่ รัฐมนตรีเจ้าสังกัดของกระทรวงแต่ละกระทรวง และมีเจ้าหน้าที่ของส่วนกลางไปประจำอยู่ในส่วนภูมิภาคต่าง ๆ เจ้าหน้าที่ของส่วนกลางที่ประจำอยู่ในภูมิภาคต่างๆ อาจจะ
ได้รับมอบอำนาจในการวินิจฉัยสั่งการได้เป็นบางเรื่อง แต่อำนาจวินิจฉัยชี้ขาดที่สำคัญยังเป็นของส่วนกลาง ในการบริหาร
บุคคลนั้น ส่วนกลางจะเป็นผุ้มีอำนาจบรรจุ แต่งตั้ง และถอดถอนข้าราชการภายใต้บทบัญญัติของกฎหมาย
2. หลักการกระจายอำนาจการปกครอง
หลักการกระจายอำนาจการปกครองแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ การแบ่งอำนาจการปกครองและการมอบอำนาจการปกครอง
2.1 การแบ่งอำนาจการปกครอง คือ การที่รัฐบาลมอบหน้าที่ให้ราชการส่วนภูมิภาคมีอำนาจหน้าที่และความ
รับผิดชอบตามที่มอบหมายให้ภายในเขตพื้นที่ที่กำหนด และมีอำนาจในการตัดสินใจในการแก้ปัญหาหรือดำเนินการภายใต้ภายในขอบเขตที่รัฐบาลมอบให้ ได้แก่ การบริหารราชการส่วนภูมิภาค ซึ่งแบ่งออกเป็น จังหวัด อำเภอ
ตำบล
By นางสาว กนกวรรณ ธาตุอินจันทร์ ID 4831205222
วันอาทิตย์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2551
การเมืองการปกครอง
By นางสาวกนกวรรณ ธาตุอินจันทร์ ID: 4831205222

"หากย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์การกบฎ และรัฐประหารในประเทศไทยต้องยอมรับว่า มักเกิดขึ้นใน 3 เดือนอันตรายแทบทั้งสิ้น นั่นคือ กันยายน ตุลาคม และ พฤศจิกายน...!!!" หรือเรากำลังเดินไปสู่การรัฐประหารอีกครั้ง...เพราะยิ่งกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยกระดับการเคลื่อนไหว ความเสี่ยงต่อการเกิดรัฐประหาร ก็สูงขึ้นตามไปด้วย สถิติการรัฐประหาร ในช่วง 3 เดือน ไม่ได้อยู่บนความบังเอิญอย่างแน่นอน ... และเวลานี้ เดินทางมาถึงช่วง 3 เดือนอันครายอีกครั้ง 3 เดือนแห่งการโยกย้ายนายทหาร ประวัติศาสตร์การรัฐประหาร มันเกี่ยวข้องกับโผทหารเกือบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นความไม่พอใจที่เกิดขึ้นในเดือนกันยายน ก่อนที่จะมีการแต่งตั้ง หรือการรัฐประหาร ในเดือนตุลาคม และช่วงเดือนพฤศจิกายน หลังจากทราบผลชัดเจนแล้วว่า โผทหารออกมาอย่างไร หรือไม่ก็การรัฐประหารเดือนเมษายน ซึ่งก็เกี่ยวข้องกับเดือนแห่งการโยกย้ายนายทหารอีกแล้ว - รัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 - รัฐประหาร 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2494 - รัฐประหาร 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2500 - รัฐประหาร 20 ตุลาคม พ.ศ. 2501 - รัฐประหาร 14 ตุลาคม พ.ศ 2516 - รัฐประหาร 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 - รัฐประหาร 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534... ซึ่งเหตุผลหลักมาจากความขัดแย้งนายทหารอีกเช่นกัน และ...19 กันยายน พ.ศ.2549 ส่วนเหตุผลที่อ้างในคำประกาศการทำรัฐประหารไม่ว่า จะเป็นเรื่องคอร์รัปชันหรือที่เกี่ยวข้องกับสถาบันเบื้องสูง...มักเป็นเหตุผลเกิดขึ้นภายหลังเกือบทั้งสิ้น... โยกย้ายนายทหาร ปี พ.ศ. 2551...ไม่ได้ราบเรียบนัก เหตุเพราะถูกผูกขาดอยู่ในบางขั้วอำนาจ วันนี้จะเกิดรัฐประหารไหม ไปไหนมักถูกถามคำถามเหล่านี้ตลอด...หลังจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บุกเข้ายึดทำเนียบรัฐบาลสำเร็จ และมาพร้อมกับคำประกาศ "แตกหัก" (อักครั้ง) จากปากนายรัฐมนตรี คำถาม ที่เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ไม่ต้องการให้เกิดขึ้น ...เพราะทุกครั้งที่เกิดการเว้นวรรคประชาธิปไตย ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศแทบทั้งสิ้น ตัวอย่าง 19 กันยายน 2549 น่าจะเป็นบทเรียนได้เป็นอย่างดี ว่า การรัฐประหาร ไม่ใช่ "ประชาธิปไตยทางเลือก" และทหารเองก็ได้สรุปบทเรียนแล้วว่า โมเดล 19 กันยายน 2549 มีอาจนำมาใช้ในการรัฐประหารได้อีกแล้ว เพราะเมื่อ 2 ปีที่แล้ว อ้างว่ารัฐประหารก่อนจะเกิดเหตุการณ์เองเลือด...ทำให้มีเสียงตอบรับจากประชาชนสูงมาก...แต่ถึงวันนี้ ย่อมนำมาอ้างอีกไม่ได้ ในเมื่อการรัฐประหารยังไม่สูญหายจากสังคมไทย แถมมีข้อจำกัด “ความชอบธรรม” ไม่สามารถดำเนินการก่อนนองเลือดได้... จึงถูกบีบให้เลือกหนทางที่ไม่พึงปรรถนา ปะทะ...นองเลือด...และรัฐประหาร บันได 3 ชั้น ที่โอกาสเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ยิ่งสังคมมีความขัดแย้งสูงขึ้นเท่าไร โอกาสรัฐประหารก็เพิ่มขึ้นเท่าตัว และยิ่งหาก "ผู้นำ" เป็นผู้เติมเชื้อเพลิงให้เกิดภาวะสังคมเลือกข้าง...อย่างที่ประกาศออกมาวานนี้ โอกาสที่คนในชาติจะเกิดความสมานฉันท์ "ริบหรี่" ลงเรื่อยๆ รัฐประหารยุติได้ ต้องเริ่มจากกลุ่มพันธมิตรยุติการเคลื่อนไหว ... พร้อมๆ กับการประกาศ "ลาออก" ของนายกรัฐมนครี เนื่องจากตลอดเวลา 6 เดือนในการบริหารประเทศ ประเทศอยู่ในภาวะที่ "ไร้การนำ" ประเทศที่ตกอยู่ในสภาพไร้รัฐ ...ที่สำคัญ ท่าที และความคิด "สังคมเลือกข้าง" ยิ่งก่อให้เกิดความแตกแยกของคนในสังคมเพิ่มขึ้น โหวดหาตัวนายกรัฐมนตรี "คนใหม่" ที่อยู่ในกลุ่มพรรคร่วมรัฐบาลน่าจะเป็นทางออกในระบอบประชาธิปไตย ที่สวยงามที่สุด เพราะทุกฝ่ายคงไม่อยากเห็นการเข่นฆ่าประชาชนคนไทยด้วยกันเอง...อีกแล้ว !!!

สรุปประเด็นข่าวโดยกระปุกดอทคอม ขอขอบคุณภาพประกอบจาก หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ และ INN News เมื่อเวลา 17.00 น. วานนี้ (30 สิงหาคม) กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปก.) ได้เคลื่อนไหวต่อต้านกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยเปิดเวทีปราศรัยที่ท้องสนามหลวง บริเวณหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีผู้เข้าร่วมหลายพันคน ส่วนใหญ่ใส่เสื้อสีแดง หรือมีผ้าพันคอสีแดงเป็นสัญลักษณ์ ขณะที่นายชินวัฒน์ หาบุญพาด แกนนำ นปก. กล่าวว่า จุดประสงค์ของการชุมนุมครั้งนี้มี 3 ประการ คือ 1.สนับสนุนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง 2.ให้มีการบังคับใช้กฎหมายกับกลุ่มพันธมิตรฯ 3.เป็นการประกาศว่า ประชาชนไม่ได้เห็นด้วยกับกลุ่มพันธมิตรฯ ทั้งหมด ทั้งนี้ แหล่งข่าวจากพรรคพลังประชาชนเปิดเผยว่า ในช่วงเช้าวันที่ 30 สิงหาคม ที่ทำการพรรคพลังประชาชน มีรัฐมนตรีในโควต้าของ "กลุ่มเพื่อนเนวิน" ทั้ง 4 คน ประกอบด้วย นายทรงศักดิ์ ทองศรี นายสุพล ฟองงาม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายธีระชัย แสนแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายพงศกร อรรณนพพร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งนายจตุพร พรหมพันธ์ ส.ส.สัดส่วน และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อดีตแกนนำ นปก. นั่งหารือถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่อยู่ในภาวะวิกฤต และหารือถึงการจัดระบบการเคลื่อนมวลชนมาให้กำลังใจนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และพรรคพลังประชาชน ให้อยู่ทำหน้าที่ต่อไป รวมตั้งต่อต้านกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ชุมนุมยึดทำเนียบรัฐบาล โดยได้แจ้งให้แกนนำ นปก. รวมทั้ง ส.ส.พรรคพลังประชาชน บางส่วนเตรียมความพร้อมไว้ โดย นายจตุพร กล่าวภายหลังการประชุมว่า ขณะนี้แกนนำ นปก.ได้หารือและมีความคิดเห็นไปในทางเดียวกันว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรวันนี้เลยเถิดไปมากแล้ว เพราะกระทำตนเป็นพวกอนารยะขัดศาล ไม่สนใจกฎหมาย ที่ผ่านมาประชาชนผู้ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของกลุ่มพันธมิตรไม่ออกมาเคลื่อนไหวเพราะเกรงว่าประเทศจะวุ่นวาย แต่วันนี้ไม่ได้แล้ว เมื่อกระบวนการยุติธรรมถูกละเลย และรัฐบาลไม่สามารถนำคำวินิจฉัยของศาลให้เป็นไปตามกฎหมายได้ นปก.อาจจะต้องออกเคลื่อนไหวเร็วกว่าเวลาที่สมควร ขณะนี้กลุ่มผู้ขับแท็กซี่ได้เริ่มก่อกองไฟความไม่พอใจกลุ่มพันธมิตรไว้ที่สนามหลวงบางส่วนแล้ว เชื่อว่าต่อไปประชาชนที่ไม่พอใจกลุ่มพันธมิตรจะออกมาร่วมแบบมืดฟ้ามัวดิน
นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า วันนี้ประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยกำลังจับตามองการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกรณีกลุ่มพันธมิตรฯ วันนี้ไม่ยอมรับในอำนาจตุลาการ อำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจบริหาร จนทำให้ประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยเกิดความไม่พอใจ กลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ควรคิดว่าตัวเองมีนกหวีดเพียงคนเดียว เพราะวันนี้กลุ่มประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยเตรียมลั่นฆ้องชัยแสดงพลังทุกแนวทางในไม่ช้านี้ เพราะบ้านเมืองไม่สามารถแบกรับความเสียหายที่กลุ่มพันธมิตรฯ สร้างไว้ได้นานนัก ทางด้านนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำ นปก. กล่าวว่า จะมีประชาชนมาร่วมชุมนุมด้วยประมาณ 5,000 คน จากทั่วประเทศ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหากรณีกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ใช้กฎหมู่เหนือกฎหมายและอยากเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีอย่าลาออก เพราะจะทำให้อำนาจอนาธิปไตยเป็นใหญ่ นอกจากนี้ หากมีรัฐบาลใหม่กลุ่ม นปก.จะไปยึดทำเนียบรัฐบาลบ้าง แต่ นปก.จะไม่ชุมนุมใกล้กับพื้นที่การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ อย่างเด็ดขาด เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกัน และเมื่อบรรลุเป้าหมายการชุมนุมแล้วจะไปปักหลักชุมนุมต่อที่ท้องสนามหลวง อย่างไรก็ตาม ล่าสุดวันนี้ (31 สิงหาคม 2551 ) กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ หรือ นปก. กว่า 1,000 คน ชุมนุมปิดถนนอู่ทองใน หน้ารัฐสภา ตำรวจหลายร้อยนาย ตรึงกำลังที่รัฐสภา เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ขณะเดียวกันได้มีการปิดประตูที่หน้ารัฐสภาให้ผ่านเข้าออกเฉพาะผู้มีบัตร ทั้งนี้ นปก. ยังได้ทยอยมาร่วมชุมนุมอย่างต่อเนื่อง และจะไปชุมนุมต่อในช่วงเย็นนี้ที่สนามหลวง
วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2551
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (People's Alliance for Democracy: PAD) เกิดจากการรวมตัวกันของหลายองค์กร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นองค์กรอิสระภาคประชาชน จุดประสงค์หลักของการรวมตัวเพื่อกดดันขับไล่ นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้ลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากเห็นว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนกับธุรกิจส่วนตัวและคนสนิทและประพฤติผิดอีกหลาย ๆ อย่างอันไม่สมควรในการเป็นผู้บริหารประเทศ โดยประสานงานโดยสุริยะใส กตะศิลา และมีแกนนำ 5 คน ได้แก่ สนธิ ลิ้มทองกุล, พล.ต.จำลอง ศรีเมือง, สมศักดิ์ โกศัยสุข, พิภพ ธงไชย, สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์
เนื้อหา[ซ่อน]
1 ก่อนและหลังการปฏิรูปโดย คปค.
2 การกลับมาเคลื่อนไหวของพันธมิตรภายใต้รัฐบาลสมัคร
3 สัญลักษณ์ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
4 โครงสร้างพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
4.1 ภาคเหนือ
4.2 ภาคตะวันออก
4.3 ภาคอีสาน
4.4 ภาคใต้
4.5 สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์
4.6 เครือข่ายสันติอโศก
4.7 เครือข่าย NGO
4.8 กลุ่มนักวิชาการ
4.9 คณะกรรมการพลังแผ่นดิน
5 อ้างอิง
6 ดูเพิ่ม
7 แหล่งข้อมูลอื่น
ก่อนและหลังการปฏิรูปโดย คปค.
ดูบทความหลักที่ การขับไล่ ทักษิณ ชินวัตร ให้ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
นายสนธิ ลิ้มทองกุล และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ให้สัมภาษณ์ข่าวเกี่ยวกับทฤษฎี "แผนฟินแลนด์" และกล่าวหาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้สมคบคิดกับอดีตผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เพื่อล้มล้างราชวงศ์จักรี ยึดอำนาจการปกครองราชอาณาจักรไทย และก่อตั้งรัฐคอมมิวนิสต์ ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และอดีตผู้นำและผู้ร่วมพคท. ได้ปฏิเสธว่า แผนสมคบคิดนี้ไม่ได้มีอยู่จริง แต่มีประชาชนบางส่วนปักใจเชื่อว่าเป็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นจริงและกำลังถูกดำเนินการอยู่ ซึ่งเป็นสาเหตุให้คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (ภายหลังรัฐประหารสำเร็จได้เปลี่ยนชื่อเป็นคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ) ก่อการปฏิวัติยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย[1][2][3]
หลังจากเกิดการปฏิรูปโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทางกลุ่มพันธมิตรฯซึ่งแผนการเดิม จะมีการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ เพื่อขับไล่รัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร ออกจากตำแหน่ง ก็ได้ยุติการชุมนุมไป แล้วทิศทางในปัจจุบันนี้คือ ทางแกนนำกลุ่มพันธมิตรทั้ง 5 คน ก็ได้ตัดสินใจแยกทางกันตามปกติ ยุติการเคลื่อนไหวแล้ว แต่ก็ยังมีการจับตาทางฝ่ายของอดีตนายกรัฐมนตรีอยู่ เพื่อไม่ให้อดีตนายกรัฐมนตรีรวมทั้งคณะรัฐมนตรีในพรรคไทยรักไทย ที่ได้จัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งปลายปี พ.ศ. 2550 แทรกแซงกระบวนการยุติธรรมหรือแทรกแซงระบบราชการ
การกลับมาเคลื่อนไหวของพันธมิตรภายใต้รัฐบาลสมัคร
ดูบทความหลักที่ การชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พ.ศ. 2551
กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ชุมนุมใหญ่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ เพื่อคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีประชาชนมาร่วมฟังการปราศรัยนับหมื่นคน เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2551
วิกิซอร์ซ มีข้อมูลต้นฉบับเกี่ยวกับ:แถลงการณ์พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พ.ศ. 2551
กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง ภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลผสมของนายสมัคร สุนทรเวช โดยมีพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำ และ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร เดินทางกลับมายังประเทศไทย พร้อมกับมีคำสั่งโยกย้าย อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ (ปชส.) ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.สตช.) อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ซึ่งอาจเป็นการแทรกแทรงกระบวนการยุติธรรม [4]
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จัดสัมมนาทางวิชาการโดยนักวิชาการ นักศึกษา และบุคคลที่สนใจในการเมืองที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ในวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2551 [5]และจัดชุมนุมอีกครั้งในวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2551
ในวันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ได้จัดรวมตัวชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเพื่อคัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2550 รวมทั้งมีการรวบรวมรายชื่อประชาชนเพื่อถอดถอน ส.ส. ส.ว. ที่เข้าชื่อเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในเวลาค่ำได้เคลื่อนขบวนไปยังหน้าทำเนียบรัฐบาล แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสกัดกั้นไว้ที่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ จึงได้ปักหลักปิดถนนราชดำเนินนอก ตั้งแต่บริเวณหน้าสำนักงานสหประชาชาติ จนถึงแยก จ.ป.ร. บริเวณหน้ากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา อย่างต่อเนื่อง
การชุมนุมดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง พร่อมกับการเข้าร่วมของสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจ [6][7] และในวันศุกร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2551 จึงได้เคลื่อนขบวนไปปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล และชุมนุมต่อบนถนนพิษณุโลก [8]
26 สิงหาคม พ.ศ. 2551 กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้บุกรุกเข้าไปในสถานีวิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์ "เพื่อทวงสมบัติชาติคืนจากรัฐบาล เนื่องจากที่ผ่านมารัฐบาลใช้สถานีโทรทัศน์ดังกล่าวเป็นเครื่องมือในการโจมตีกลุ่มพันธมิตรฯ อย่างต่อเนื่อง"[9] แต่การเข้าบุกรุกครั้งนี้ได้รับการประณามจากสมาคมนักข่าวและหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ว่า "ถือว่าเป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนอย่างรุนแรงและอุกอาจที่สุดครั้งหนึ่ง เพราะมีการคุกคาม ข่มขู่และขัดขวางการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน"[10] และยังถูกประณามจากสมาคมผู้สื่อข่าวแห่งประเทศไทย และสมาพันธ์ผู้สื่อข่าวแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ว่า "การกระทำของผู้ชุมนุมในนามกลุ่มพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุด และโจมตีเสรีภาพของสื่ออย่างโจ่งแจ่งที่สุด ขณะนี้สื่อมวลชนถูกคุกคาม ข่มขู่ และไม่ได้ทำหน้า ที่ของตนเอง และการบุก NBT ครั้งนี้ ถือเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้"[11]
สัญลักษณ์ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
กลุ่มผู้เข้าร่วมชุมนุมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะใส่เสื้อสีเหลืองเป็นสัญลักษณ์ และคาดผ้าโพกศีรษะที่มีข้อความว่า "กู้ชาติ" และผ้าพันคอสีฟ้า [12]ซึ่งเป็นผ้าพันคอพระราชทานจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ 12 ส.ค. 2549 [13]
โครงสร้างพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ภาคเหนือ
กลุ่มพันธมิตรพิษณุโลก มีนายภูริทัต สุธาธรรม เป็นแกนนำ[14]
ชุมนุมลุ่มน้ำภาคเหนือตอนล่าง ประกอบด้วยประชาชนจากกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง อาทิเช่น ตาก สุโขทัย พิจิตร กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี ฯลฯ[15]
ภาคตะวันออก
กลุ่มพันธมิตรภาคตะวันออก มีนายสุทธิ อัชฌาศัย เป็นประธานเครือข่าย ประกอบด้วยประชาชนจากอำเภอต่างๆ ในเขตจังหวัดชลบุรี อาทิเช่น อ.เมือง อ.พนัสนิคม อ.ศรีราชา อ.บ้านบึง อ.สัตหีบ อ.บางละมุง อ.บ่อทอง อ.หนองใหญ่ อ.พานทอง อ.เกาะสีชัง รวมถึงประชาชนจากจังหวัด ระยอง ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว จันทบุรี ตราด[16]
กลุ่มพันธมิตรฯ พัทยา-นาเกลือ-บ้านบึง-พนัส มีนายยงยุทธ เมธาสมภพ เป็นประธานเครือข่าย[17]
คณะทำงานพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตยจังหวัดเลย มี นายหินชนวน อโศกตระกูล เป็นแกนนำ[18]
ภาคอีสาน
สมัชชาประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแห่งประเทศไทยจังหวัดขอนแก่น มีนางเครือมาศ นพรัตน์ เป็นประธานสมัชชาประชาชนฯ และนายเธียรชัย นนยะโส เป็นรองประธานฯ[19]
สมัชชาประชาชนภาคอีสานจังหวัดบุรีรัมย์ มีนางสำเนียง สุภัณพจน์ เป็นประธาน มีแนวร่วมเป็นองค์กรเครือข่าย 18 องค์กร[20]
ภาคใต้
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยสตูล มี นางอุดมศรี จันทร์รัศมี[21]และ อ.ประโมทย์ สังหาร[22] เป็นแกนนำ
สมัชชาภาคใต้ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง (กำลังก่อตั้ง)[23]
สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์
ประกอบด้วยกลุ่มสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจจำนวน 43 แห่ง กลุ่มหลักอยู่ที่ สหภาพ รสก. การไฟฟ้า, สหภาพ รสก. การรถไฟ[24]
แกนนำ ศิริชัย ไม้งาม[25]
เครือข่ายสันติอโศก
เครือข่ายสันติอโศก มีพุทธสถานสันติอโศกและสาขาอีก 8 สาขา ดังต่อไปนี้[26]
พุทธสถานสันติอโศก ตั้งอยู่ถนนสุขาภิบาล 1 เขตบึงกุ่ม กรุงเทพ
พุทธสถานปฐมอโศก จังหวัดนครปฐม
พุทธสถานศีรษะอโศก จังหวัดศรีสะเกษ
พุทธสถานศาลีอโศก จังหวัดนครสวรรค์
พุทธสถานสีมาอโศก จังหวัดนครราชสีมา
พุทธสถานราชธานีอโศก จังหวัดอุบลราชธานี
พุทธสถานภูผาฟ้าน้ำ จังหวัดเชียงใหม่
พุทธสถานทักษิณอโศก จังหวัดตรัง
พุทธสถานหินผา
เครือข่าย NGO
NGO ภาคใต้ มีแกนนำโดย บรรจง นะแส
NGO ภาคเหนือ มีแกนนำโดย สุริยันต์ ทองหนูเอียด
กลุ่มนักวิชาการ
กลุ่มรัฐศาสตร์จุฬาฯ
กลุ่มนักวิชาการที่ใกล้ชิดกับเครือข่ายผู้จัดการ
คณะกรรมการพลังแผ่นดิน
เป็นคณะทำงานที่ทางพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้จัดตั้งขึ้น โดนเป็นคณะทำงานที่ประสานงานในภาคราชการส่วนต่าง ๆ มีสมาชิกเป็นข้าราชการระดับสูงทั้งที่เกษียณแล้วและยังมิได้เกษียณ โดยแบ่งออกตามประเภทของข้าราชการ ดังนี้
กองทัพบกพล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ เป็นประธานและเป็นประธานคณะกรรมการพลังแผ่นดิน
กองทัพเรือพล.ร.ท.อรุณ เสริมสำราญ เป็นประธาน
กองทัพอากาศพล.อ.อ.เทอดศักดิ์ สัจจารักษ์ เป็นประธาน
กองบัญชาการตำรวจแห่งชาติพล.ต.ท.สมเกียรติ พ่วงทรัพย์ เป็นประธาน
ข้าราชการพลเรือนนายกษิต ภิรมย์ เป็นประธาน[27]
เขียนโดย น.ส.ศิวะพร จันทร์ตรี ID : 5131601599
พันธมิตรยื่นคำขาดตร.ส่งตัวผู้สั่งการสลายม็อบภายใน 1 ทุ่ม-ขู่ก่อเหตุรุนแรง
(เพิ่มเติม) ผบ.ทบ.ยืนยันทหารไม่คิดปฏิวัติ เพราะไม่ใช่ทางออกการแก้ไขปัญหาในวันนี้นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้เข้าร่วมประชุมสภากลาโหม โดยภายหลังการประชุม ผบ.ทบ. กล่าวว่า ในการประชุมวันนี้นายกรัฐมนตรีไม่ได้นำเรื่องเหตุการณ์ช่วงเช้าเข้าหารือ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้เชื่อว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถเข้าไปดูแลได้ เพียงแต่ต้องดำเนินการโดยไม่ใช้ความรุนแรง และไม่อยากให้เกิดความรุนแรงกับประชาชน โดยยังไม่จำเป็นที่ฝ่ายทหารจะเข้าไปยุ่งเกี่ยว แต่หากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจมีการขอความช่วยเหลือมา ทางทหารก็พร้อมช่วยเหลือ แต่ก็ขึ้นกับการสั่งการของรัฐบาล กรณีที่มีข่าวว่ามีการเคลื่อนย้ายกำลังทหารนั้น ผบ.ทบ. กล่าวว่า เป็นการสับเปลี่ยนกำลังทหารที่มาจากฝึก ซึ่งสื่อบางสื่อได้มีการออกข่าวไปแล้ว สำหรับทางออกของการแก้ไขปัญหา ผบ.ทบ. กล่าวว่า อยากให้นึกถึงประเทศชาติ และทำตามกฎหมาย เพราะถ้าทำตามคำสั่งศาลเหตุการณ์น่าจะคลี่คลายได้มากกว่านี้ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า การนำพ.ร.ก.การบริหารราชการภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินมาใช้ก็เชื่อว่าไม่ใช่เป็นทางออกของการแก้ไขปัญหาทั้งหมดเช่นกัน และไม่เป็นผลดีต่อประเทศชาติ โดยเฉพาะภาพลักษณ์ของประเทศที่จะสื่อออกไปต่างประเทศ จึงอยากเรียกร้องให้ 2 ฝ่ายอย่าใช้ความรุนแรง ทั้งพันธมิตรฯ เองก็ควรทำตามกฎหมาย ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่ควรใช้ความรุนแรง "อยากให้แกนนำทั้ง 2 ฝ่ายมาพูดคุยกันได้ก็น่าจะเป็นเรื่องดี ถ้าทุกคนระลึกถึงสถาบันคงไม่เกิดเรื่องนี้ขึ้น"ผบ.ทบ.กล่าว ส่วนความเป็นไปได้ของการนำกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน(กอ.รมน.) เข้ามาช่วยในเรื่องนี้ได้หรือไม่ ผบ.ทบ.ระบุว่า คงไม่ได้
เขียนโดย น.ส. ศิวะพร จันทร์ตรี ID : 5131601599

